tectutor

มารู้จักแนวทางง่ายๆ ของการออกแบบกัน 

เมื่อเราได้โจทย์ Sketch Design มาหนึ่งชิ้น เราจะทำไงดี 

เราจะตีโจทย์ได้ยังไง ? 


วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคำว่า analogy กันจ้า 

ต้องย้อนกลับไปก่อนว่า เราจะคิดงานออกแบบให้มันหลุดออกไปจากสิ่งที่เราเคยเห็นมาได้ยังไง วิธีการง่ายๆก็คือเราต้องมีกระบวนการคิดครับ ! นั้นคือไม่ใช้จับปากกาแล้วก็ออกแบบเลยแต่่ว่า ต้องมาคิดก่อนว่า เราจะออกแบบมันได้ยังไง 

 

sydney opera house

ใครๆดูก็รู้ว่า เจ้า sydney opera house มาจากเรือใบ   

 

เจ้า analogy นี่คือวิธีง่ายๆ วิธีหนึ่งที่ทำให้ งานออกแบบของเราหลุดออกไปจากสิ่งที่เราเคยเห็นมาก่อน โดยใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น โดยสิ่งอื่นที่ว่านี่เป็นสิ่งที่เป็นกายภาพมีอยู่แล้วเช่นถ้าเราได้โจทย์ป้อมยามสนามกอล์ฟริมทะเล ถ้าโดยทั่วไปเราก็จะออกแบบโดยยึดเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นที่ตั้ง (functions) คนนั่งยังไง, จะมองออกไปเห็นอะไรบ้าง แต่ถ้าเราใช้วิธีการ analogy มันจะทำให้งานออกแบบของเรามีมิติของความหมายในการสื่อความ เพิ่มมากขึ้น เช่นป้อมยามมีรูปร่างคล้ายลูกกอล์ฟ, ป้อมยามมีรูปร่างคล้ายต้นมะพร้าว, ป้อมยามมีรูปร่างคล้ายเต่าทะเลเป็นต้น  

 

 

โบถส์ของศาสนาบไฮที่อินเดีย ที่คนออกแบบต้องได้แรงบันดาลใจในเชิง analogy มาแน่ๆ 

 

โดยการเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นที่ว่านี่ไม่ใช่แค่จับอะไรมาเป็นแรงบันดาลใจก็ได้นะครับ เหมือนที่ในหนังสือชอบใช้คำว่า inspiration นู้นนี่มา แต่มันน่าจะมีเหตุผลเชื่อมต่อที่มาที่ไปได้ เช่นอะไรที่มันจะมาเชื่อมต่อความคิดของเราได้ เช่น เช่นป้อมยามมีรูปร่างคล้ายลูกกอล์ฟ (สนามกอล์ฟ - ลูกกอล์ฟ) , ป้อมยามมีรูปร่างคล้ายต้นมะพร้าว (สนามกอล์ฟริมทะเล - สิ่งที่เด่นๆของริมทะเลคือต้นมะพร้าวเลยเอามาทำป้อมยามซะเลย), ป้อมยามมีรูปร่างคล้ายเต่าทะเล (ป้อมยามริมทะเล - กระดองเต่าดูแข็งแรง, สัญลักษณ์ของทะเล, ความเป็นไทย เต่าตะหนุ อะไรแบบนั้น) เป็นต้น

 

หรือเจ้านี้ที่มีที่มาจาก ตัวอักษรภาษาจีน (จำไม่ได้แล้วแปลว่าอะไร) 

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คอนเซปต์ไม่ใช่ "การแถ" นะครับ ไม่ใช่คิดอะไรออกมาก่อนแล้วมานั่งคิดว่ามันน่ามาจากอะไรดี ผมรู้สึกรังเกียจความแถแบบนี้มาก ถ้าเจอแบบนี้ผมจะบอกว่าพอแล้วไม่ต้องพูดต่อเสียเวลาฟัง เอาเวลาไปขี้ดีกว่ามานั่งฟังคุณไร้สาระ! คอนเซปต์มันต้องช่วยเรา ไม่ใช่มาแถไปเรื่อย 

 

ตึกหุ่นยนต์ที่เราคุ้นเคยกันดี

 

บางคนจะบอกว่าความคิดเรื่องการ analogy นี่เป็นความคิดตื้นเขินที่สุดของความคิดในการออกแบบ และถ้าทำแบบนั้นเมืองทั้งเมืองจะเป็นสวนสนุก ! เดินๆไปเจอสัปปะรดยักษ์ หันไปข้างๆ เจอช้างตัวใหญ่ อะไรแบบนั้น แต่จริงๆแล้วเราสามารถ "ลดทอน" มันได้ ไม่ต้องเอามาทั้งดุ้นก็ได้ เช่นไปเอาเส้นสายของช้างมาเฉยๆ ไม่ต้องเอามาทั้งตัว หรือเอาบางส่วนที่คนจดจำได้มาใช้ อะไรแบบนี้เพื่อให้มันไม่รุนแรงมาก เป็นก้อนๆ เกินไป อันนี้แล้วแต่เทคนิคและประสบการณ์แล้วครับ 

 

เอาละเป็นยังไงบ้างครับ

ลองเอาไปทำกันดูตอนทำ sketch design นะครับ 

edit @ 22 Nov 2009 12:06:11 by PS

sketch design (ต่อไปนี้ขอเรียกสั้นๆว่า SKD) เป็นคำที่คนที่จะสอบเข้าหรือนักเรียนสถาปัตย์คงต้องเคยได้ยิน และได้ทำมาทุกยุคทุกสมัย หรือแม้แต่เวลาไปโรงเรียนติวเค้า นอกจากให้ฝึกมือแล้วเค้าก็ให้ทำไอ้เจ้า SKD นี่แหละครับ หรือแม้แต่ใน office สถาปนิก เจ้า SKD นี่ก็ยังเป็น Skill ที่ใช้อยู่ตลอด 

การนำเสนอในแนว sketch design ใน office สถาปนิก  

SKD คืออะไร ?

คำว่า Sketch Design หมายถึงการออกแบบในระยะเวลาอันสั้น ในที่นี่่ส่วนใหญ่การสอบเข้าหรือการเรียนจะอยู่ที่ 2-3 ชั่วโมง โดยเกิดจากการเอาคำว่า Sketch - การเขียนเร็วๆ, การวาดภาพจากจินตนาการออกมาอย่างรวดเร็ว มาบวกกับคำว่า Design เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญของ SKD คือ การเอา ideas ในการออกแบบออกมาให้คนอื่นเห็น อย่างรวดเร็ว     

 

  

การทำ sketch design เพื่อนำเสนอผลงานต่อลูกค้า 

 

ดูอะไรกันบ้าง เจ้า Skd เนี้ย 

- ดูไอเดียการออกแบบ - เจ้าไอเดียการออกแบบเนี้ย เป็นทุกอย่างคือ ต่อให้วาดรูปเก่ง เขียนตีฟสวยยังไง ถ้าไอเดียไม่มี ก็คือจบ ! เพราะฉะนั้นให้จำไว้ให้ดี  มาเรียนออกแบบ ไม่ได้มาเรียนเขียนรูปสวย ผมเห็นหลายๆคนทำ SKD แล้วเหมือนไม่ต้องทำก็ได้ เพราะเขียนสิ่งที่มันมีอยู่แล้วมาส่ง เช่น บอกให้ออกแบบป้อมยามในสนามกอล์ฟ ก็มาละ ศาลาสี่เหลี่ยม ที่เห็นทั่วไปตามที่ต่างๆ  เขียนแบบนั้นมาตกแน่นอน การทำ Sketch Design คือการทำงานออกแบบครับ ทำงานออกแบบ ! ใช้จินตนาการในการคิดหน่อย ! คิดคอนเซปท์ แปลความคิดนามธรรมมาสู่รูปธรรม (การตีโจทย์ SKD ทำยังไงนั้นเราจะพูดกันใน blog ต่อไปครับ)

 

 

bus terminal ของ Zaha hadid  ไม่ได้เป็น bus terminal ดาดๆ แบบที่เราเคยเห็นกันทั่วไปใช่มั้ย ? สถาปนิกก็ควรจะนำเสนอสิ่งนั้นออกมาด้วยนะจ๊ะ 

 

ดูคุณภาพของการนำเสนอ

เรื่องนี้ดูง่ายส่วนใหญ่จะดู  

- เสร็จมั้ย ? ในโจทย์ sketch design บอกให้ลงสี ลงสีมาส่งมั้ย มีงานครบตามที่กำหนดไว้รึเปล่า ส่วนใหญ่ถ้าทำงานไม่ครบไม่เสร็จ เค้าจะดึงออกไปเลยถ้าเป็นการสอบเข้า แสดงว่าคนเหล่านี้ ไม่สามารถบริหารเวลาได้ ไม่น่าจะเข้ามาเรียนแล้วรอดไปได้

- concept เขียนเป็นยังไงบ้าง

อ้อ! concept คือแนวความคิดในการออกแบบ ทำหน้าที่อธิบายว่างานออกแบบที่เราทำมีที่มาที่ไปยังไง ทำไมมันถึงหน้าตาแบบนี้ เราคิดมาจากอะไร ส่วนใหญ่ที่ผมพบกว่า 95% ไม่ได้เขียนคอนเซปต์มา แต่เขียนโจทย์มาส่ง !!! เช่น "เนื่องจากครอบครัวนี้เป็นมีพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกัน ก็เลยออกแบบให้ศาลาในสวนหลังบ้านมีความสะดวกสบาย เป็นมิตรกับธรรมชาติ นั่งได้สามถึงสี่คน" ถ้าคิดและเขียนมาแบบนี้ จะถูกดึงออกจากกองทันที ! เพราะว่า ที่เขียนมามันไม่มีตรงไหนอธิบายสิ่งที่เราคิดเลย มีแต่อธิบายว่าศาลากลางบ้านคืออะไร รองรับคนได้กี่คน มันเป็นสิ่งที่เค้ากำหนดมาอยูแล้วนี่นา เขียนทำไมเสียเวลา (และเชื่อว่าถ้าเขียนแบบนี้งานก็คงออกมาเป็นศาลาตามที่เราเห็นอยู่ในที่ต่างๆ ไม่ได้ออกแบบสร้างสรรค์อะไรเลย ;[)   

- ภาพต่างๆที่เขียนออกมาตรงประเด็นมั้ย มีการนำเสนอเป็นยังไงบ้าง  

มุม perspective ที่ออกมาสื่อความอะไรมั้ย ให้ sketch design ออกแบบศาลาริมน้ำ เพื่อสอบเข้าโรงเรียนสถาปัตย์ ดันเขียน perspective มุมนั่งในศาลามาส่ง ! ไปเรียน สถาปัตยกรรมภายในดีกว่ามั้ย, สีที่ใช้ในเพลท SKD มีความหมายอะไรมั้ย  โจทย์เป็นศาลาริมน้ำเลยใช้โทนสีน้ำเงินเป็นหลัก โอเคน่าสนใจ การจัดวาง composition ของเพลทเป็นยังไงบ้าง อะไรเป็นหลักเป็นรอง แสดงให้เห็นว่าเราสามารถออกแบบเพลทได้ดีแค่ไหน 

 

ถ้าคุณมีไอเดียในการออกแบบ มีการนำเสนอที่ดีพอ (แน่นอนมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง)

คุณทำได้แน่นอนครับ ! 

edit @ 22 Nov 2009 11:35:49 by tectutors

หลายๆคนพูดว่าสิ่งหนึ่งที่ควรเป็นหากอยากเรียนสถาปัตย์คือ 

ดูเยอะเห็นเยอะ จะได้เปรียบกว่าคนอื่น 
คนที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ 
จะมีโอกาสในการซึมซับตึกสวยๆต่างๆมากมาย 

แต่ถ้าไม่มีเงิน (เหมือนผม) ทำไงดี 
อ่านหนังสือสิเฟ้ย! 

วันนี้ขอพูดถึงแมกกาซีนก่อนละกัน
แมกกาซีนเกี่ยวกับสถาปัตย์ในบ้านเรามีเป้าหมายแบ่งเป็นสองสามกลุ่มใหญ่ๆ

 
กลุ่มแรก แมกกาซีนการออกแบบสำหรับคนทั่วไป
 
ิbaanlaesuan 
คือแมกกาซีนที่มีเนื้อหาที่สนองความต้องการของคนที่ต้องการความรู้ในระดับทั่วไปเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม เช่นอยากมีบ้าน ตามหาแบบบ้าน หาวิธีการแต่งห้อง หนังสือเหล่านี้อย่างเช่น บ้านและสวน, room, home&garden เป็นต้น

เหมาะกับนักอยากเรียนสถาปัตย์มั้ย ?
ไม่ค่อย เพราะว่าจะการเขียนของแมกกาซีนเหล่านี้จะเน้นไปที่ผลลัพท์เช่นเปิดหน้าต่างแล้วสวยยังไง ใต้ถุนโล่งแล้วดีมั้ยอะไรแบบนี้ ซึ่งจะไม่ค่อยได้แสดงวิธีคิดที่มีที่ไปของแนวความคิดเท่าไหร่ ว่ามาจากไหนยังไง 

  
กลุ่มที่สอง แมกกาซีนกึ่งๆ คนทั่วไปกับ designer 
 
wallpaper 
คือแมกกาซีนที่คนทั่วไปอ่านก็ได้ นักออกแบบอ่านก็ดี เนื้อหาจะไม่เน้นหนักไปที่กระบวนการมากแต่เน้นอ่านแล้วรู้สึก ฮิป (ฮ่า) แมกกาซีนแบบนี้อย่างเช่น WALLPAPER เป็นต้น 
 
เหมาะกับนักอยากเรียนสถาปัตย์มั้ย ?
ก็โอเคนะ แต่ระวังจะไปติดกับความ cool ของหนังสือ ถือเดินไปเดินมาแล้วเท่ห์ (ฮ่า) 
คือแมกกาซีนแบบนี้จะมีการขายความหมายของความเจ๋งของการเป็นนักออกแบบอยู่เยอะ แต่ก็ยังมีการอธิบายบางอย่างที่เชื่อมโยงกับคนทั่วไปให้เข้าใจได้อยู่

  
กลุ่มที่สาม แมกกาซีนออกแบบเฉพาะทาง
 
art4d 
คือแมกกาซีนสำหรับนักออกแบบ เนื้อหาจะเน้นไปที่กระบวนวิธีในการคิดงาน มีแปลน รูปด้าน ภาพเสก็ตช์ต่างๆ ให้ดูด้วย อ่านแล้วไฟแรง เท่าที่พอนึกออกก็มี Art4d ที่อยู่มานาน ส่วนใหญ่ทีมนักเขียนเข้าไปถ่ายภาพเอง ไปที่ตึกนั้นมาจริงๆ แล้วบอกเล่าประสบการณ์ให้ฟัง, BE THE BEST หรือ  B1 อันนี้ก็ดูน่าสนใจเน้นตึกสมัยใหม่ เนื้อหาบางส่วนเหมือนจะทำการรวบรวมมาจากเน็ต แต่เน้นที่กระบวนการ น่าสนใจ;])

art4d เข้าไปดูได้ที่ http://www.art4d.com/
b1 หาเว็บไม่เจออะ 

เหมาะกับนักอยากเรียนสถาปัตย์มั้ย ?
เหมาะมาก! ไปซื้อมาอ่านโดยพลัน เอามาแทนที่แมกกาซีนที่เราอ่านอยู่ในปัจจุบัน ได้เลยย
อ่านไปตอนเช้าขณะปลดทุกข์ ได้อารมณ์ดีไซเน้อ นักแล ;])

เดี๋ยวคราวหน้ามาหาเว็บของเด็กอยากเรียนถาปัตย์บ้างดีกว่า 

เพื่อน forward mail มาให้เห็นว่าตลกดีเลยเอามาลง บางอันตรงนะ ฮ่าๆ  

ขอขยับเปลี่ยนเป็น Tag เลยดีกว่า เดี๋ยวไป ชาวบ้านเลย ;])

เขียนตอบอะไรก็ได้ ในวงเล็บนะฮะ

 

คุณจะรู้ว่าคุณกำลังเรียน'ถาปัด เมื่อ...

---->นาฬิกาปลุกบอกเวลาไปนอน ไม่ใช่ตื่น (ไม่เคยอะ)

---->ไม่อายที่จะหลับน้ำลายยืดในชั้นเรียน โดยเฉพาะวิชาคอน (ไมเค๊ย ไม่เคย ถ้าจะนอนโดดไปเลย!)

---->รู้ว่ายู้ฮูกับพริตต์รสเป็นอย่างไร (พริตส์ถูกกว่า ไม่เหม็นด้วย)

---->คุณเฉลิมฉลองให้กับ space (แน่นอน!) 

---->กาแฟกับกระทิงแดงไม่ใช่เครื่องดื่ม แต่เป็นอุปกรณ์ (ไม่เคยอะ)

---->คุณตกใจเมื่อเห็นตึกใหม่ในมหาลัย (มองว่าสวยไม่สวย รวมหัวก่นด่านินทา ผู้ออกแบบที่สอนเราอยู่แถวนั้น!)

---->คุณคิดว่าการสร้าง space เป็นไปได้ (นั้นคือสถาปัตย์มิใช่รึ?)

---->หลับติดต่อกันมากกว่า 20 ชั่วโมงในวันเสาร์-อาทิตย์ (สถิตินอนแล้วไม่ตื่นต่อกันนานที่สุดคือ สองวัน หลังส่งทีซิส ไม่แน่ใจว่ามีตื่นไปฉี่มั้ย)

---->ทะเลาะกับสิ่งไม่มีชีวิต (คอมพิวเตอร์ แสกนเนอร์ ปรินเตอร์และพวก)

---->ผลอยหลับในห้องน้ำ (ไม่เคยอะ)

---->น้องชายหรือน้องสาวของคุณคิดว่าตัวเองเป็นลูกคนเดียว 5555 (ไม่แน่ใจ)

---->ฟังซีดีทั้งหมดในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง (ไม่เคยมีแต่ซื้อมาแผ่นเดียวแล้วเปิดวนจนโปรเจคท์เสร็จ จำได้ว่าฟัง linkin park ชุดแรกเมื่อทำ project อะไรสักอย่างวนไปมา แต่ทีซิสนี่ฟัง lighthouse family ต่อกันเป็นอาทิตย์ lost in space มากกก)

---->ไม่ค่อยมีคนเห็นคุณในที่สาธารณะ (ไม่นะเราชอบไปพื้นที่สาธารณะ)

---->ทำกุญแจบ้านหายแต่ไม่รู้ตัวเป็นอาทิตย์ (ไม่เคยอะ)

---->อาบน้ำ แปรงฟันในห้องน้ำข้างๆสตูดิโอ (ไม่เคยอะ)

---->คุณพบประโยชน์ของการมีผมสั้นหรือผมเกรียน แล้วก็เริ่มจะชอบหัวล้านๆ (ไม่เคยอะ)

---->ใช้ฟิลม์หมดม้วนถ่ายทางเดินอย่างเดียว (ไม่เคยอะ)

---->รู้ว่าเครื่องขายของอัตโนมัติเติมของกี่โมง (ไม่เคยอะ)

---->พกยาระงับกลิ่นตัวอยู่ตลอด (ไม่เคยอะ)

---->ตอนทำโมเดลจะรีไซเคิลของเก่งมาก (ไม่เคยอะ)

---->เวลาคุยกับคนอื่นเหมือนกับว่าจะพยายามร้องอะไรงึมๆงำๆ (555 nerd มาก)

---->ลุกขึ้นมาเต้นอย่างเมามันตอนตีสาม ทั้งๆที่ไม่ได้กินเหล้าซักหยด (เคยได้ข่าวว่าเพื่อนไปวิ่ง! หลังจากมันตัดโมเดลมาตลอดทั้งคืน พอถึงเวลา หกโมงเช้ามันออกไปวิ่งเพื่อสุขภาพ และเคยได้ยินว่าเพื่อนอีกคน อยู่ๆอยากกินโจ๊ก เลยไปตามหาโจ๊กสุดขอบฟ้า)

---->เขียนโน๊ตด้วยปากกาเขียนแบบหรือโยเคน (ไม่เคย แพง)

---->คุณรวมอาหารสามมื้อเป็นมื้อเดียว (ปัจจุบันก็กินสองมื้อนะ ทำไมอ้วนวะ)

---->วันหยุดเป็นวันนอนเพิ่ม (อันนี้น่าเศร้า)

---->คุณมีรูปถ่ายตึกมากกว่าคน (แน่นอน!)

---->เอาแฟนไปเที่ยวที่ไซท์ก่อสร้าง (ไม่เคยอะ)

---->สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องติดต่อกับคนอื่น กินอาหารหรือโดนแสงอาทิตย์แต่ถ้างานปรินท์ไม่ออกนี่ขอตายดีกว่า (เคยจะเอาแบบไปพรีเซนท์ที่สิงคโปร์แล้วจะต้องไปสนามบินในอีกห้านาที ยังไรท์ซีดีไม่เสร็จ พ่อเดินไปหน้าบ้าน หัวฟัดหัวเหวี่ง บีบแต่มาจากหน้าบ้าน พร้อมตะโกน "ไม่ทันแล้ววววววววว" แมววิ่งหนี (ฮ่า) เรานั่งนิ่งๆ รอ princo ค่อยๆทำงานที่ 16X)

 ---->ใช้โฟโต้ชอป อิลลัสเตรเตอร์และทำเวบได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ใช้ Excel ไม่เป็น ( excel)

---->เรียกชื่อจริงของสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่อย่างกับว่าเป็นเพื่อน (แฟรงค์ คอร์บู

มิส...) (อืมเป็นอยู่พักเล็กๆมั้ง)

แฟรงค์=แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์

คอร์บู=เลอ คอร์บูซิเอร์

มิส=มิส แวน เดอ โรห์

---->ซื้อ Art4D room daybed หรือ บ้านและสวนทุกเดือนแต่ยังไม่ได้อ่านกว่าครึ่ง (ช่วงพีคๆ เคยซื้อแมกกาซีน 10 กว่าหัวต่อเดือน แล้วอ่านหมดด้วยนะ!) 

---->ค่าใช้จ่ายกว่า50%จะหมดไปกับการเรียน+ทำงาน (ซื้อของเล่นด้วย)

---->ท่านมักจะไม่ค่อยมีเงินกินข้าว แต่สามารถหาเงินมากินเหล้าได้ (ไม่เคยอะ)

---->สิ่งที่ทำกันเป็นปกติ จะเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับคนนอก (ช่าย น่าเบื่อ)

---->บุหรี่หมดเร็วมาก (ไม่เคยอะ)

โดยเฉพาะช่วงที่คิดแบบไม่ออก...อ้าวชิบหายแล้วบุหรี่กูไปไหนวะเนี่ย?

---->เวลาคนบอก ดื่มน้ำสิงห์ คุณนึกถึงเหล้ามากกว่าน้ำเปล่า (ไม่เคยอะ)

---->ตีสองตีสามเป็นเวลาปกติ แต่บ่ายสองบ่ายสามนี่มีอยู่บนโลกด้วยฤา(ไม่เคยอะ)

---->เปลี่ยนแนวไปฟังลูกทุ่งมากขึ้น หลังจากฟังซีดีทั้งหมดแล้วตอนเที่ยงคืน (ไม่เคยอะ)

---->แบรนด์เนมของพี่สาวคือ แอร์เมส พราด้า ดีเคเอ็นวาย แบรนด์เนมของคุณคือ

โคปิก มาสเท็ก สเต็ดเล่อร์ (ไม่เคยอะ)

---->คนอื่นพูดว่า "โล่งจังคุณพูดว่า "สเปซเยอะจัง(ไม่เคยอะ)

---->คณะอื่นเรียน 2-3วิชา ในครึ่งวัน แต่คุณเรียน2วิชาจนถึงเย็น (บางวันวิชาเดียวนะ)

---->การไม่อาบน้ำ2-3วัน เป็นเรื่องปกติ (เดี๋ยวนี่ยังเป็นอยู่ โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์ อี้)

---->ยิ่งขึ้นปีสูงยิ่งเริ่มปัญญาอ่อน (เพอะ!)

---->เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณจะสรรหาเพลงเก่ามาฟังมากกว่าการหาเพลงใหม่ฟัง (อันนี้คงเป็นเรื่องวัย)

---->วิทยุเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด (ตอนปีเล็กๆ ดีเจสุพจน์ กับมิดไนท์รันเนอร์ และวรวิทย์ แสนชัย เออคิดถึงไอ้บอยหวะ)

---->น้ำประปาดื่มได้ (ไม่เคยอะ)

---->อาหารเหลือกินได้ (ไม่เคยอะ)

---->เสื้อเหม็น รองเท้าเหม็น กางเกงเหม็น ใส่ได้ (บ้าง)

---->เชื้อราในร่มผ้า เหมือนเครื่องแสดงความเป็นคนจริง (ไม่บอก!)

---->วิชาที่ต้องอ่านหนังสือ ที่มีตัวหนังสือเกินครึ่งหน้า จะถูกพิจารณาในการอ่านหลังสุด ทั้งๆที่อ่านหนังสือนิยาย ได้เป็นเล่มๆ (ไม่นะ)

----> 7/11 เพื่อนคู่ใจในยามดึก (ไม่ค่อยนะ)

------>เวลานอนสำคัญกว่าแฟน................โดนทิ้งในเวลาต่อมา (ไม่น่าเกี่ยว)

------>ไม่กล้ามีแฟน เพราะไม่มีใครพอจะรับได้ 555 (ไม่น่าเกี่ยวนา)

 

สนุกดี Tag ต่อ GOGMAN ส่งต่อเป็น VIRUS เร็วๆ  

ข้างล่างเป็นรายชื่อมหาวิทยาลัยที่สอนสถาปัตย์ทั้งหมดของประเทศไทยครับ (ลองนับดูได้ 26 มหาวิทยาลัยครับ) ต้องเข้าไปดูเพื่ออัพเดทข่าวสารใหม่ๆ วิธีการรับเข้า เป็นวิธีรับตรง หรือรับผ่าน admission บรรยากาศคณะ การเรียนการสอนต่างๆ เข้าไปดูเสียแต่วันนี้เพื่อความไม่พลาดครับ 
 
copy ไปวางที่ browser หรือคลิกลิงค์ด้่นข้างที่ผมทำไว้ครับ
enjoy ;])
 
รายชื่อสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนด้านสถาปัตยกรรม
 
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
www.arch.chula.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
www.arch.ku.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
www.kbu.ac.th/faculty/architec.php
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
arch.kku.ac.th/ 
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
www.arc.cmu.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
www.arch.kmutt.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย www.uthen.rmutto.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี www.arch.rmutt.ac.th/
คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา  เขตพื้นที่ภาคพายัพ chiangmai.rmutl.ac.th/
คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  ศูนย์นนทบุรี eng.rmutsb.ac.th/Templates/m1.html
คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานนครราชสีมา www.ea.rmuti.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
www.arch.tu.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
www.arch.nu.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
www.msu.ac.th/architect/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้
www.mju.ac.th/ 
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
http://www.rsu.ac.th/architect/ 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตศาลายา  web.rmutr.ac.th/foea/
โปรแกรมสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร www.pnru.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงศ์ชวลิตกุล
www.vu.ac.th/vu2008/art/ 
สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
arch.wu.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
architecture.spu.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ
www.arch.su.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญฯ
www.arch.au.edu/ 
ภาควิชาครุศาสตร์สถาปัตยกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
www.inded.kmitl.ac.th/ 
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง www.arch.kmitl.ac.th/
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันอาศรมศิลป์
www.arsomsilp.ac.th/
เออ เพื่อนบอกว่าเราเขียนอ่านยาก เหมือนเขียนบทความวิชาการ!!
จะพยายามปรับภาษาลงให้ชิวๆ (ทำได้มั้ยเนาะ) (อะไรกันแส๊ด)

จริงๆแล้วเดี๋ยวนี้หลักสูตรโรงเรียนสถาปัตย์มีหลายแบบนะครับ

มีแบบ ห้าปีได้ปริญญาตรี (b.arch) ส่วนใหญ่จะเน้นการผลิตสถาปนิกอาชีพ เป็น Professinal Degree เพื่อการทำงาน

6ปีได้ ปริญญาโท (4+2) คือเรียนสี่ปีเป็นหลักสูตร์วิทยาศาสตร์บัณฑิต แล้ว อีกสองปี เป็น สถาปัตยศาสตรมหาบัณฑิต(b.sc + m.arch)ส่วนนี้จะเน้นการผลิตสถาปนิกที่สร้างองค์ความรู้ การทำวิจัย หรือหาแนวคิดใหม่ๆไปด้วย

จริงๆแล้วหลักสูตรแต่ละมหาลัยจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะครับ
แต่ว่าในปัจจุบัน การจะเป็นสถาปนิกได้นั้น การเรียนสถาปัตย์จะถูกรับรองโดย สภาสถาปนิก (ก่อนจะเรียนดูให้ดีนะครับว่ามหาลัยที่สมัครเข้าไปเรียนนั้น ได้การรับรองจากสภามั้ย ถ้าไม่ได้คุณอาจได้ความรู้จริงแต่ว่าไม่สามารถเป็นสถาปนิกได้นะครับ)

เพราะฉะนั้นวิชาหลักๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีความเหมือนกันอยู่ประมาณหนึ่ง ขออนุญาติมาเล่าให้ฟังละกัน จากที่ไปเห็นมาหลายๆที่ครับ

ปีหนึ่ง จะเป็นปีที่ปรับตัว นักศึกษาจะได้เรียนรู้ความรู้ขั้นพื้นฐานต่างๆ วิชา fundamental design, fundamental art, painting, sketch, sculpture จะได้หัดจะได้เรียนในปีนี้ อาจมีการเข้าไปใน workshop เพื่อทำการเชื่อมเหล็ก ตัดไม้ สร้างแบบจำลองขนาดเท่าของจริงมาดูกัน แต่ในขณะเดียวกันวิชาตัวนอกคณะก็มีมากมายที่ต้องเรียน eng, math อะไรก็ว่ากันไป

ในเทอมที่สอง อาจจะเริ่มได้ออกแบบบ้านเล็กๆ เพื่อเรียนรู้การจัดเรียงฟังชั่นแบบง่ายๆ, ในบางมหาลัยอาจเริ่มเรียน ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมปีนี้, อ้อ เขียนแบบเบื้องต้นเป็นการหัดเขียนแบบทั่วไป และ การเขียนบ้านหลังเล็กๆ ก็ต้องเรียนในปีนี้เช่นเดียวกัน

ปีนี้จะยังงๆ กับชีวิต ดูจะเป็นนักเรียนถาปัดก็ไม่ใช่เพราะยังไม่ได้ออกแบบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จะไปเถียงอาจารย์ก็ไม่รู้จะไปเถียงยังไง ดูจะแบบเค้าให้ทำไรทำหมด ;])

พอขึ้นปีที่สอง วิชาออกแบบจะเริ่มใหญ่ขึ้นอีกนิด เริ่มเป็น functions สองแบบมาอยู่ด้วยกัน บ้านกับคลีนิคเล็กๆ, ตึกแถว ห้องแถว, ร้านเล็กๆ ก็จะได้ลองออกแบบกัน วิชาโครงสร้างก็ต้องเรียนกันแล้ว โครงสร้างเหล็ก, โครงสร้างไม้,เขียนแบบอาคารใหญ่ขึ้น, ประวัติศาสตร์สถาปัตย์หลังจากพูดถึงโซนเมโสโปเตเมีย อาจเข้ามาสู่โซนเอเชียมากขึ้น อาจมีวิชาที่เป็นเทคนิควิธีให้ลง การตัดโมเดล, presentation อื่นๆอีกมากมาย

ปีนี้อาจเริ่มมีความเป็นนักเรียนถาปัดมากขึ้น เริ่มรู้ตัวว่าต้องทำอะไร ต้องเรียนยังไง อาจารย์สั่งเก้าโมงส่งสี่โมงจะทำยังไงให้ทันเวลา ชีวิตเริ่มดี เริ่มรู้จักเพื่อนๆมากขึ้น

ปีที่สาม เริ่มเข้าสู่การผสานเอาแนวคิดกับตัวสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน วิชาออกแบบจะเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ,อาคารเรียน, รีสอร์ทอาคารที่มีลักษณะเป็นพื้นถิ่นไทยประยุกต์ต่างๆ เริ่มมีการเรียนวิชาผังบริเวณ, ออกแบบชุมชน, ผังเมืองวิชาบริหารงานก่อสร้าง, เขียนแบบอาคารขนาดใหญ่ขึ้นเช่น หอพัก, ประมาณราคา วิชานอกคณะมีบ้าง แต่ไม่เยอะมากแล้ว

คุณจะเริ่มว่าง มีเวลาเป็นของตัวเองในการเข้าห้องสมุดค้นหาว่าคุณคือใคร เริ่มรู้แล้วว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ถ้าคนไม่ชอบถาปัดส่วนใหญ่จะรู้ตัวประมาณตอนนี้

ปีที่สี่ ปีสุดท้ายก่อนจะทำวิทยานิพนธ์ ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนอาคารสูง เริ่มคุยกันแบบผู้ใหญ่เพราะว่าถ้าเป็นคณะอื่นเค้าจะจบกันแล้ว วิชาเทคโนโลยีอาคาร, สถาปัตยกรรมภายใน, ภูมิสถาปัตยกรรม, สถาปัตยกรรมไทย, การปฎิบัติวิชาชีพ ตัวนอกแทบไม่เหลือแล้ว! คุณมีเวลาว่าง ปิดเทอมต้องออกไปฝึกงานกับบริษัทสถาปนิก ได้เรียนรู้การทำงานจริงๆ

ปีห้า ปีสุดท้าย จะอยู่หรือจะไป ! ปีของวิทยานิพนธ์ เป็นปีที่มีโอกาส drop ติด I สูงที่สุด เพราะว่าในเทอมสุดท้ายจะไม่มีวิชาเรียนอีกแล้ว คุณต้องพัฒนาความคิดด้วยตัวคุณเอง ทำมันออกมาเป็นวิทยานิพนธ์ซึ่งมีไม่กี่สาขาวิชาที่ได้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาตรี ตอนจบสุดท้ายคุณต้องยืดหยัดชนกับอาจารย์ ต่อสู้ด้วยความคิด เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมจะเป็นสถาปนิก เพื่อออกไปทำงานแก่โลกและประเทศชาติต่อไป !

จบแล้วจ้า

edit @ 6 Jul 2009 20:47:48 by superblackpig

หลายคนสับสน งงๆ ระหว่างสถาปัตย์ วิศวะ ออกแบบภายใน ออกแบบอุตสาหกรรม และอื่นๆ
ขออธิบายนิดหนึ่งนะครับ

สถาปนิก (architect) คือคนที่ออกแบบอาคาร บ้านที่เราอยู่ ตึกที่เราเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สนามบิน ออกแบบที่ว่า คือเข้าไปดูว่า อาคารที่เกิดขึ้นนั้นมันจะมีพื้นที่ใช้งานยังไง ขนาดไหน แต่ละพื้นที่ของการใช้งานมันต่อกันยังไง รูปแบบของตึกนั้น หน้าตามันจะเป็นยังไง ที่ว่างข้างในมันจะเป็นยังไง มันจะสูงๆ โปร่งๆ หรือแคบๆ เล็กๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้คนที่เข้าไปใช้งานในอาคาร

หน้าที่หลักๆของสถาปนิกคือการสร้างคุณภาพของที่ว่างที่เกิดขึ้นในสถาปัตยกรรม เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์บวกศิลปะ

ในขณะที่ วิศวกร (engineer) จะทำหน้าที่ เอาแบบจากสถาปนิก (หรือคิดด้วยกันขณะออกแบบ) มาทำการคิดเรื่อง โครงสร้าง ว่าแบบที่สถาปนิกออกแบบไป มันต้องมีโครงสร้างยังไง เหล็กกี่เส้น
ความแข็งแรงของเหล็กมีมั้ย ไม่ได้มีสาขาเดียวนะครับ ในอาคารต้องการวิศวกรหลายสาขา น้ำ ไฟ โครงสร้าง และอื่นๆ

เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ วิศวกรได้ออกแบบเหมือนกัน แต่เป็นการออกแบบเชิงโครงสร้าง

ในขณะที่สถาปัตยกรรมภายใน (มัณฑนศิลป์,ตกแต่งภายใน แล้วแต่จะเรียก)
จะเอาพื้นที่ซึ่งสถาปนิกออกแบบ มาคิดต่อให้เกิดคุณภาพที่ดีของการใช้งานเข้าไปอีก
เช่นถ้าสถาปนิกเขียนว่าตรงนี้เป็นโถงสูงสิบสามเมตร มัณฑนากร (interior architect) จะทำการออกแบบต่อว่ามันควรมีอะไรมาตั้งให้พื้นที่มันไม่ดูหงอยๆ วัสดุที่พื้นมันน่าจะเป็นยังไง มันน่าจะมีเก้าอี้มั้ย อยู่ตรงไหนกี่ตัว รูปแบบไหนดี แสงเป็นแบบไหน คือจะคิดรายละเอียดเพิ่มจากสถาปนิกไปอีกมากในแง่การใช้งานและความรื่นรมย์ของที่ว่าง
เป็นเรื่องความงาม การใช้งานและการออกแบบรายละเอียดเป็นส่วนใหญ่

ส่วนออกแบบอุตสาหกรรม คือคนที่ออกแบบเก้าอี้ โต๊ะ โคมไฟ เป็นจุดย่อยๆ ลงไปอีกทีในอาคาร
แล้วก็ทำขายในตลาดแล้วมัณฑนากรก็จะมาเป็นคนเลือกเอาไปใส่ในพื้นที่ต่างๆอีกที
อันนี้มองเป็นชิ้นๆเลยทีเดียว คนที่ทำแบบนี้เค้าเรียกว่า นักออกแบบ (designer)

อ้อลืมอีกอัน ภูมิสถาปนิก (landscape architect) จะดูพื้นที่ภายนอกอาคาร ว่าพื้นที่ภายนอกอาคารนั้นมันควรจะมี รูปแบบยังไง ไม่ใช่การจัดสวนนะครับ คล้ายๆ สถาปัตยคือออกแบบภาพรวมของพื้นที่นอกอาคารทั้งหมดว่ามันเป็นยังไง

ถ้าเราลองมาไล่ดูจากใหญ่ไปหาเล็กเราจะเห็นว่า งานผังต่างๆ ที่ยังไม่ใช่อาคารจะเกิดจากนักวางผังหรือภูมิสถาปนิก ส่วนสถาปนิกจะทำงานเป็นภาพกว้างๆ ในการออกแบบอาคาร ในขณะที่วิศวกรทำงานเจาะเรื่องโครงสร้าง ระบบต่างๆในอาคาร มัณฑนากร ทำงานในพื้นที่ซึ่งเกิดมาจากการออกแบบของสถาปนิก เป็นการทำงานในระดับที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนเป็นอย่างมากเป็นเรื่องการออกแบบรายละเอียด
ส่วนออกแบบอุตสาหกรรมเป็นการออกแบบย่อยไปแต่ละชิ้น สนใจเรื่องพฤติกรรมของคนมากๆ

ก่อนเรียนเลือกให้ดีนะครับ
งานพวกนี้ดูแล้วเหมือนจะคล้ายๆกัน แต่จริงๆแตกต่างกันอย่างมาก
ธรรมชาติของการเรียนความคิดไม่เหมือนกันนะครับ

ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบรายละเอียด แล้วคุณไปเรียน interior คุณตาย
ในขณะที่ถ้าคุณชอบมองภาพใหญ่ๆ พื้นที่ภายนอก คุณไปเรียน industrial คุณก็จะเศร้า
ถ้าคุณคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุด cool แต่ออกแบบไม่ได้เรื่อง คุณไปเรียนถาปัตย์คุณก็จะรู้สึกว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ (วะ)!

ศึกษาให้ดีก่อนไปเรียนครับ

edit @ 6 Jul 2009 20:38:16 by superblackpig