มาดูวิดิโอรัฐสภา 5 แบบที่เข้ารอบกันดีกว่า
posted on 22 Dec 2009 08:26 by virtual-me in arcschoolA49
SJA
A49
SJA
วันนี้ไฟแรงขอบ่นอีกนิด นานหยุดที และกินกาแฟเข้าไป (ฮ่า)
ส่ง portfolio ไปตาม โรงเรียนสถาปัตย์ มหาลัยต่างๆ อยากจะบอกว่า อย่าโกง !
อย่าเอางานที่ไม่ได้ทำเองมาส่ง อย่าไปลอกงานที่มีอยู่แล้วมาส่ง (เช่นงานหนังสือลายเส้นของอาจารย์ นิธิสถาปิตานนท์เป็นต้น) ดูออกง่ายๆ ตัดสิทธิ์ได้ง่ายๆ น้องๆที่ไปเรียนโรงเรียนติวต้องคิดพิจารณาด้วยว่า ทำอะไรดีไม่ดียังไง
อีตาอ้วนขี้บ่น !
edit @ 22 Nov 2009 13:18:07 by PS

(ภาพจาก www.sanoya.net)
“ทุกครั้งที่มีคนนำชมห้องสุขาเก่าๆ ที่มีแสงสลัวและสะอาดหมดจด ตามวัดในเมืองนาราหรือเกียวโต ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในคุณลักษณะเฉพาะของของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ห้องรับแขกอาจมีมนต์เสน่ห์ แต่ห้องสุขาญี่ปุ่นเป็นที่สงบแห่งจิตวิญาณโดยแท้ ห้องสุขามักจะตั้งอยู่ห่างออกไปจากตัวเรือนใหญ่ ตรงสุดทางเดิน ในหมู่ไม้ที่ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นใบไม้และหญ้ามอส ภาษานั้นไม่เพียงพอที่จะพรรณาความรู้สึกที่ได้เมื่อนั่งอยู่ท่ามกลางแสงสลัว อิ่มอาบในแสงเรืองรองที่สะท้อนจากโชจิ รู้สึกเพลิดเพลินในห้วงสมาธิ หรือเพียงแต่เหม่อมองออกไปนอกสวน นักประพันธ์ชื่อ นัสสุเมะ โซเซกิถือว่า การห้องสุขาทุกเช้าเป็นความสุขอันใหญ่หลวง และเรียกประสบการณ์นี้ว่า “ความรื่นรมย์ทางสรีระ” แน่นอนทีเดียวไม่มีที่อื่นใดเหมาะแก่การเสวยสุขดังกล่าวมากกว่าห้องสุขาญี่ปุ่น ซึ่งถูกห้อมล้อมไปด้วยฝาผนังอันสงบ และเป็นไม้ที่ขึ้นลายงดงาม มีท้องฟ้า สีครามให้ชื่นชม อีกทั้งใบไม้สีเขียวให้เมียงมอง
... ดังได้กล่าวมาแล้ว มีเงื่อนไขสำคัญหลายประการที่ช่วยเสริมความงามให้กับห้องสุขาญี่ปุ่น กล่าวคือ ความมืดสลัวในระดับหนึ่ง, ความสะอาดหมดจด, ความเงียบสงัด” หน้า 49
ขอกระผมพูดถึงหนังสือที่สมัยก่อนใครๆก็ว่า เด็กนักเรียนสถาปัตย์ต้องอ่านกัน ;] ) ใครไม่รู้จักนี่มีเชย (ฮ่า)
"เยิรเงาสลัว" แปลจาก In Praise of Shadow
ของ จุนอิจิโร ทานิซากิ แปลโดย สุวรรณา วงศ์ไวศยวรรณ ผู้แปล
สำนักพิมพ์ ทานตะวัน (ไม่แน่ใจว่าจะหาซื้อได้อยู่มั้ยนะ)
(ภาพจาก https://asp.hotel-story.ne.jp/setup/planimg/0254100156705.jpg)
เมื่อความสลัวแบบญี่ปุ่นโดยขโมยไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง "แสงประดิษฐ์"
ฟังแล้วคิดว่ายังไง เหมือนสังคมไทยมั้ยครับ เราเคยมีแสงสลัวรึเปล่า ?
และเราโดยขโมยความงามไปรึยังครับ ?
(ภาพจาก http://2.bp.blogspot.com/)
edit @ 22 Nov 2009 12:02:10 by PS
* ขอให้ดวงวิญญาณทุกดวงที่ s-21 ไปสู่สุขติครับ
ไปค้นเจอเปเปอร์สั้นๆของตัวเอง เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นเรื่องประสบการณ์ในพิพิธภัณฑ์ s-21
ขออนุญาติเอามาแบ่งปัน
การร่วมมิติเวลาแห่งความกลัวและความเศร้าสร้อยจากคุก TuolSleng
หลุมฝังศพชาวเขมรกลุ่มสุดท้ายที่ศพถูกทิ้งไว้ใน s-21
“ไม่น่ามาที่นี้เลย มาแล้วปวดหัว” เพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พูดขึ้นเมื่อได้“ประสบ” ผ่านนิทรรศการของคุกซึ่งกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันที่ชื่อว่าS-21 หรือที่ภาษาเขมรเรียกว่า Tuol Sleng ซึ่งมีความหมายว่า“ทุ่งซึ่งเป็นพื้นที่ของสิ่งไม่ดี” [ทุ่งแสลง?] เรายืนกันอยู่ที่ลานด้านหน้าอาคารนิทรรศการส่วนสุดท้ายมองไปรอบๆลาน มองดูนักท่องเที่ยวที่มาจากหลากหลายประเทศ มีทั้งชาวเอเชียและฝรั่งแต่ส่วนใหญ่แล้วมีท่าทีซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันนักวัยรุ่นชาวเกาหลีคนหนึ่งซึ่งจากการแต่งตัวทำให้เข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นนักศึกษาเขานั่งลงกับพื้นหญ้า ยกน้ำขึ้นมาดื่ม ทอดสายตาออกไปอย่างเลื่อนลอย เช่นเดียวกันกับคณะเยี่ยมชมของเราที่มีเพื่อนชาวเขมรอยู่ด้วยเราเห็นแววตาอันเศร้าสร้อยและหน้าตาท่าทางที่ยากจะบรรยายของพวกเขา
คุกที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่โรงเรียนมาทำ
ตัวอาคารของ Tuol Sleng นั้นแล้วแท้จริงนั้นเป็นโรงเรียนมาก่อน แต่เมื่อมีการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเขมรแดงโรงเรียนแห่งนี้และสถานที่อื่นๆอีกหลายสถานที่ที่ทั่วประเทศกัมพูชาจึงถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นที่คุกจองจำฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มเขมรแดงรวมไปถึงปัญญาชนต่างๆ เพื่อนำมาสอบสวนอย่างทรมานและจบลงที่การฆ่าในที่สุด โดย TuolSleng นี้เป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่ทราบกันในผู้คนในนครพนมเปญในช่วงเวลานั้นว่าเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมา
ห้องสืบสวนทรมานนักโทษ ในตอนแรกนั้นผมไม่กล้าเดินเข้าไปในห้อง ได้แต่ยืนที่ริมประตูแล้วถ่ายภาพ
เตียงที่ใช้ในการทรมาน คราบเลือดแห้งเกรอะกรังอยู่บนพื้น
เลือดที่กระเด็นไปติดที่ผนังและเพดาน ทำให้ได้แต่คิดว่า มันเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้
การเยี่ยมชมคุก Tuol Sleng นั้นเป็นความรู้สึก “กลัว-เศร้าสร้อยที่ท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ”มันทำให้เกิดความนิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกและติดอยู่ในสำนึกเป็นเวลานานกว่าการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ใดๆ ที่เคยไปมาเมื่อกลับมาถึงเชียงใหม่มีความพยายามหลายครั้งในการเปิดดูภาพถ่ายที่ถ่ายมาเพื่อพยายามสร้างประเด็นในการเขียนบทความแต่พบว่าทุกครั้งที่เปิดดูภาพจะพบความรู้สึกตึงเครียด ปั่นป่วนที่ท้อง จนต้องหยุด จนต้องให้เวลาผ่านเลยไปให้เรื่องใหม่ๆเข้ามาในหัวถึงจะค่อยๆลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นลงได้บ้างทำให้ผมเกิดคำถามที่ว่าเหตุใดเราจึงรู้สึกกับพื้นที่พื้นที่หนึ่งได้อย่างท่วมท้นถึงเพียงนั้นและเราได้ประสบสิ่งใดที่ทำให้เรารู้สึกซึ่งความรู้สึก “กลัว-เศร้าสร้อยที่อัดแน่นท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ”
เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวท่านนี้ที่ไม่แน่งจว่าจะเดินเข้าไปในคุกนี้คนเดียวดีหรือไม่ มันเป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย
ความรู้สึก “กลัว-เศร้าสร้อยที่อัดแน่นท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ”นี้เป็นความรู้สึกยากที่จะแบ่งแยกระหว่างความกลัว และ ความเศร้าสร้อย มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เราเกิด ความกลัวในความตาย,ความกลัวภูตผีวิญญาณแต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างถึงที่สุดเช่นเดียวกัน
รอยต่อของโลกข้างนอกกับโลกของ s-21
ความกลัวในเรื่องของความตาย จากการที่เราได้เห็น
อาคารหลังนี้น่ากลัวและหดหู่กว่าอาคารหลังแรก มันมืด และอึมครึม ถ้าเพื่อนชาวเขมรไม่มาพาเดินเข้าไป ผมคนไม่กล้าเดินเข้าไปแล้ว (ผมยังจำสีหน้ายากอธิบายของเขาได้ เหตุการณ์มันยังร่วมสมัยอยู่ในประวัติศาสตร์ของเขา)
ทางเดินก่อนเข้าไปในห้องขัง มันเงียบมาก ทำให้ผมไม่รู้จะทำยังไงกับตัวเอง กลัว ไม่แน่ใจ สับสน
1) ร่อยรอยต่างๆทีเกี่ยวข้องกับความตาย ไม่ว่าจะเป็นคราบเลือดที่เกรอะกรังไปทั่วทั้งที่พื้นผนัง เพดานของส่วนต่างของอาคาร, เครื่องมือในการทรมานที่ถูกวางตั้งไว้ในตำแหน่งเดิมเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่คุกนี้ได้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรก,ภาพขาวดำของผู้มากมายทั้งที่ตายโดยถูกทรมานเราได้เห็นเลือด เครื่องใน และ สภาพอันน่าเวทนาในการตายของผู้คน ภาพของผู้คนที่ฆ่าตัวตายอย่างหดหู่เพื่อต้องการหนีจากขุมนรกอันโหดร้ายในคุก ร่องรอยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความตายนี้ทำให้เราได้คิดถึงความตายความเจ็บปวดของการตาย ทำให้เกิดความรู้สึกกลัวความตาย ต้องการหนีไปจากมัน
คุกขังรวม ทุกคนเคยถูกขังอยู่ที่นี่ ห้องเรียนถูกปรับเปลี่ยนอย่างหยาบๆเพื่อกลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง นักศึกษา ปัญญาชน และใครก็ตามที่เห็นแย้ง
ภาพของนักโทษทุกคนที่ถูกขังและส่วนใหญ่เสียชีวิตที่นี่ ภาพถ่ายหน้าตรงจากการเก็บประวัติของพวกเขา
ภาพของนักโทษที่ฆ่าตัวตายเพื่อหนีความทรมาน พี่ไกด์เล่าว่าบางคนเอาเล็บจิกตัวเองแล้วให้เลือดไหลออกมาจนตาย เพื่อหนีออกไปจากที่นั้น
2) ร่องรอยของการเคยมีชีวิต ภาพถ่ายหน้าตรงของผู้คนนับหมื่นที่ถูกทำบันทึกประวัติและถูกนำไปฆ่าอย่างทารุณโหดเหี้ยมซึ่งภาพต่างๆเหล่านี้ทำให้เราได้คิดว่าคนต่างๆเหล่านี้ครั้งหนึ่งก็เคยมีชีวิตอยู่เฉกเช่นเดียวกับตัวเราทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างตัวเรากับพวกเขา และทำให้คิดได้ว่าเราก็สามารถเป็นหนึ่งในพวกเขาซึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมได้เช่นเดียวกัน
ที่อาคารที่ดูใหม่ที่สุด ดูเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สุด ผมตัดสินใจเดินขึ้นไป ดูว่าข้างบนมีอะไรบ้าง
ความกลัวภูติผีวิญญาณ ที่อาจสิงสถิตอยู่ในพื้นที่ซึ่งเราอาจประสบได้ทุกขณะในการเดินเยี่ยมชมด้วย
รอยเลือดที่ชานพักบันได ผมหยุดถ่ายจำได้ว่ามือสั่น ตัวสั่น
1) สภาพของห้องต่างๆที่ยังมีร่องรอยที่ทำให้สามารถนึกถึงกิจกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ว่าจะเป็นเตียงของการขังเดียวที่ถูกใช้ในการสอบสวนและทรมานนักโทษจนเสียชีวิต โซ่ตรวนที่ใช้ล่ามนักโทษที่อยู่ในห้องขังย่อยๆ สภาพของห้องขังย่อยซึ่งเกิดจากการนำอิฐมาก่อแบ่งห้องเรียนขนาดใหญ่ให้กลายเป็นห้องขังรวมย่อยๆที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงขนาดของห้องที่อึดอัดและหวนนึกไปถึงผู้คนซึ่งถูกจองจำในช่วงเวลานั้น ประหนึ่งว่ากิจกรรมอันโหดเหี้ยมนั้นยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งความรู้สึกที่ว่ากิจกรรมต่างๆในคุกยังคงดำเนินไปอยู่นั้นทำให้ผู้คนที่เข้าไปเยี่ยมชมหลายคนไม่กล้าเดินเข้าไปในห้องต่างๆแต่จะเพียงยืนอยู่ที่ปากประตูและมองเข้าไปจากภายนอกเท่านั้น
บางห้องในส่วนขังแยก มีหน้าต่างให้พอเห็นภายนอกได้บ้าง สิ่งใดที่พวกเขาเห็น และสิ่งใดที่พวกเขาคิด
ในช่วงชีวิตที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้
2) บรรยากาศความลึกลับวังเวงในคุกไม่ว่าจะเป็นความมืดในตัวอาคารที่เกิดจากความเป็นซอกหลืบ, โถงบันไดที่ถูกก่ออิฐล้อมมีช่องแสงเพียงประปราย,คราบเลือดและคราบความเก่าของอาคารร่องรอยต่างๆเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าพื้นที่ต่างๆนั้นยังมีการใช้งานและยังมีการครอบครองพื้นที่อยู่ในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกถึงความวังเวงสิ่งที่อธิบายไม่ได้ไปพร้อมๆกัน
ชั้นบนสุดของตึกนี้ที่ผมพยายามเดินขึ้นไป ป้ายเขียนว่าเป็นห้องวิดิโอ
ความเศร้าสร้อย เป็นความรู้สึกต่อการกระทำที่โหดร้ายของมนุษย์ที่ได้กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเป็นความรู้สึกอัดแน่นในสถานที่แห่งนั้นซึ่งทำให้เพื่อนชาวเขมรคนหนึ่งถึงกับทำได้แค่เพียงยืนมองอยู่ภายนอกอาคารและมองเข้ามาในอาคารด้วยแววตาอันเจ็บปวดเนื่องมาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรในช่วงนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ร่วมสมัยเหล่าผู้คนเขมรหนึ่งในสามของประเทศได้เสียชีวิตไปเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของทุกผู้คนในเขมร เนื่องมาจากผู้คนที่ถูกเข่นฆ่าไปนั้นเป็นพ่อแม่เป็นญาติ เป็นผู้คนซึ่งลูกหลานชาวเขมรในปัจจุบันนี้ยังสามารถสืบสาวไปถึงยังระลึกถึง และ ยังรู้สึกกับความทารุณโหดร้ายของมัน ซึ่งประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ยังคงสอดแทรกตัวอยู่ในทุกอณูของความเป็นกัมพูชาไม่ว่าจะเดินทางไปในสถานที่ใดของเมือง ล้วนจะมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในช่วงนี้อยู่ทั้งสิ้นประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยังเป็น “เรื่องเล่าหลัก”เรื่องหนึ่งของกัมพูชา นอกเหนือไปจากประสาทหินที่วิจิตรซึ่งการได้รับรู้ประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นทำให้เราได้มีการเชื่อมต่อประวัติศาสตร์เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดร้ายทารุณเข้ากับคุกกลายเป็นเรื่องๆหนึ่งขึ้นมาในหัวและทำให้เกิดความสะเทือนใจความรู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมา
ตรงทางเดินตรงนี้ผมได้ยินเสียงผู้หญิงกริ๊ดร้อง แว่วมาไกลๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นวิดิโอ พยายามเดินไปดู ปรากฏว่าทุกห้องล๊อค ไม่มีการฉายวิดิโอวันนี้ ฝรั่งคนหนึ่งเดินผ่านมา เพื่อข่มความกลัว ผมถามเค้าว่า "ได้ยินเสียงอะไรมั้ย" เค้าหัวเราะ "บอกไม่ได้ยินอะไร แล้วก็เดินไป"
ผมไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นคืออะไร มันอาจจะเป็นเสียงของคนที่เคยอยู่ที่นั้นจริงๆ ความรู้สึกที่ยังผนึกแน่นอยู่กับพื้นที่, เสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้มาจากบ้านข้างๆ หรือแม้แต่เป็นสิ่งที่ผมคิดไปเอง แต่ในขณะนั้นมันไม่ได้เป็นความกลัว เหมือนเรากลัวผี แต่มันเป็นความรู้สึกเศร้าสร้อยท่วมท้นเสียมากกว่า
ทั้งความกลัวและความเศร้าสร้อยนี้ทำให้คุก Tuol Sleng เกิดสภาวะ “ร่วมมิติเวลา”ซึ่งเป็นสภาวะที่ผู้คนในปัจจุบันเดินเข้าไปในพื้นที่อดีตซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์โดยได้รับรู้ถึงร่องรอยต่างๆที่ทำให้รู้สึกการได้เข้าไป “อยู่” (BEING) ในพื้นที่นั้นการได้รับรู้ถึง ร่อยรอยต่างๆทีเกี่ยวข้องกับความตาย, ร่องรอยของการเคยมีชีวิต,สภาพของห้องต่างๆที่ยังมีร่องรอยที่ทำให้สามารถนึกถึงกิจกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต,บรรยากาศความลึกลับวังเวงในคุก และการรับรู้ประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นเรื่องเล่าหลัก การซ้อนทับของสิ่งเหล่านี้ในคุก (พิพิธภัณฑ์) ทำให้เราได้ประสบกับของความทารุณโหดร้ายของมนุษย์ที่เคยได้กระทำต่อกันในสถานที่แห่งนี้ซึ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยท่วมท้นและ ความเวทนา ตามมาในที่สุด
เริ่มปวดท้องอีกแล้ว ดูภาพเหล่านี้ที่ไร ยังรู้สึกมันมากๆ
ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้บ้านเราเป็นแบบนี้เลยครับ
edit @ 22 Nov 2009 12:03:21 by PS
แก้โครงสีใหม่ (ไม่มีเงิน)
เอาเป็นขาวดำและแดง
สะใจ!

นึกถึง sin city เลยอะ
เมื่อประมาณเดือนที่แล้วเรานั่งทำโปสเตอร์ แอดมิดชั่นของคณะ
คิดมาจากตารางสายแข่งฟุตบอล แพ้คัดออกอะไรแบบนั้น
บางคนบอกดูแล้วนึกว่าคณะไฟฟ้า อิเลคทรอนิค (ฮ่า)
วันนี้มานั่งทำอีกอันหนึ่งเป็นรับสมัครของปริญญาโท
สิ่งที่อยากให้เกิดก็คือ รู้ว่ามาจากที่เดียวกันแต่ แตกต่างกันไปในแง่โครงสี
ทำไปทำมาออกมาแบบนี้
ทำไปทำมาสนุกดีแฮะเหมือนเข้าไปดูงานตัวเองอีกรอบหนึ่ง
โดยไม่ได้ไปสนใจเรื่องคอนเซปต์แต่แรกให้มันมากนัก
แต่ว่าเข้าไปสนใจเรื่องสีกับสเปซมากขึ้น
จัดเพลทนี่มันสนุกดีเหมือนกันนะ
มีงานจัดเพลทให้สมัครมั้ยนี่
edit @ 22 Sep 2009 18:48:44 by tectutors